วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัติศาสตร์ชนชาติไทย

ประวัติศาสตร์ไทย
ถิ่นเดิมของไทยอยู่ในดินเเดนซึ่งปัจจุบันนี้เป็นอาณาเขตของประเทศจีน บริเวณลุ่มเเม่น้ำฮวงโห หรือ เเม่น้ำเหลือง เเละ บริเวณเเม่น้ำยังซีเกียง หรือเเม่น้ำเเยงซีเกียง เมืองสำคัญของชาวไทยในครั้งนั้น คือ ลุง อยู่ทาง เหนือ เเถมต้นเเม่น้ำฮวงโห ใกล้เเนวกำเเพงเมืองจีน เเละ ปา อยู่ทางใต้ เเถบมณฑลเสฉวนปัจจุบัน ประมาณ 5 000 ปีที่เเล้ว ชาวจีนซึ่งร่อนเร่อยู่เเถบทะเลเเคสเปียน ได้ย้ายมา ทางทิศตะวันตก เเละเข้ารุกรานบ้านเมืองของชาวไทยซึ่งตั้งหลักเเหล่ง อยู่ก่อน ชาวไทยจึงพากันอพยพถอยร่อนลงมาทางใต้ เข้าเขต มณฑล ยูนนาน (ฮูนหนำ) ไกวเจา กวางสี กวางตุ้ง ต่างเเยกย้ายกันตั้งบ้านเมือง อยู่เป็นอิสระหลายเมือง ชาวไทยเหล่านี้เรียกตัวเองว่า อ้ายลาว การที่ไทยถูกจีนรุกราน ต้องอพยพหลบหนีภัยจากถิ่นเดิมลงมาทางใต้นั้น มิใช่อพยพลงมาคราวเดียวทั้งหมด เเต่อพยพลงมาทีละพวกทีละหมู่ พวกใดทนอยู่กับการเบียดเบียนได้ก็อยู่ต่อที่เดิม พวกที่รักอิสระก็พากัน อพยพ ลงมาทางใต้ พบเเหล่งใดมีความอุดมสมบูรณ์ก็ตั้งถื่นฐาน สร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ เส้นทางอพยพของชาวไทยจนเข้ามาอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีนปัจจุบัน ชาวไทยอาศัยเเม่น้ำ ๒ สายเป็นสำคัญ คือ เเม่น้ำสาละวิน เเละเเม่น้ำโขง เส้นทางที่ ๑ พวกที่อพยพไปทางตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณลุ่มเเม่น้ำ สาละวิน เเละตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่าเดี๋ยวนี้เรียกว่า ไทยใหญ่ หรือ ไทยเงี้ยว หรือ ฉาน พวกที่อพยพไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เเละตั้ง ภูมิลำเนาอยู่ในเเคว้นอัสสัมเดี๋ยวนี้ เรียกว่าไทยอาหม เส้นทางที่ ๒ พวกที่อพยพไปทางทิศใต้ บริเวณลุ่มเเม่น้ำโขง ผ่านเข้าไป ในดินเเดนสิบสองปันนา สิบสองจุไทย เเละตังเกี๋ย เเละตั้งภูมิลำเนาอยู่ใน ดินเเดนตอนเหนือของประเทศเวียดนามเเละประเทศลาว ปัจจุบันนี้ เรียกว่า ไทยน้อย ต่อมาไทยพวกนี้ได้ยกเข้ามาอยู่ในดินเเดนลานนาไทย ทางตอน เหนือของประเทศไทย ในที่สุดได้ชายเเดนลงมาทางใต้ในบริเวณลุ่มเเม่น้ำ เจ้าพระยาตลอดลงไปในเเหลมมลายู พวกไทยน้อยเป็นบรรพบุรุษของ ชาวไทย (สยาม) ในปัจจุบัน ชาวไทยที่ยังคงอยู่ในอาณาจักร อ้ายลาว ต้องตกอยู่ในอำนาจของจีน ตลอดมาช้านาน จนสิ้นสมัยสามก๊กเเล้ว จีนผลัดเปลี่ยนเเผ่นดินบ่อยๆ เเละรบพุ่งกันเองเนืองๆ ชาวไทยจึงมีโอกาสรวบรวมกันตั้งบ้านเมืองขึ้น เป็นอิสระ ครั้งนั้นเเยกกันอยู่เป็น ๖ เมืองด้วยกัน คือ ม่งซุ้ย(หมงสุ่ย) ซีล่าง(ซีหล่ง) ม่งเส(เอี้ยเซ่) ล่างกง(หล่องกุ๊ง) เเละ เท่งเซี้ยง(เถ่งหยิม) ราวศตวรรษที่ ๑๒ เเห่งพุทธกาล พระสินุโล เเห่งม่งเส มีอานุภาพ ได้รวบรวมชาวไทย ตั้งบ้านเมืองเป็นอิสระ ทรงทำให้ไทยมีกำลัง เข้มเเข็งขึ้น พ.ศ. ๑๒๗๒ พระเจ้าพีล่อโก๊ะ เป็นนักรบที่กล้าหาญ ได้รวบรวมเมืองต่างๆ ที่เเยกกันตั้งอยู่เป็นอิสระ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับม่งเสได้สำเร็จ ตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า เเปลว่า เจ้าใต้ นับว่าไทย เป็นปึกเเผ่นมั่งคงยิ่งขึ้น พ.ศ. ๑๒๙๑ พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ตั้งเมือง ตาลีฟู หรือ หนองเเส เป็นราชธานี ของอาณาจักร น่านเจ้า ได้รบกันกับจีนหลายครั้ง เเละได้ชัยชนะ อาณาจักรน่านเจ้า มีอาณาเขตกว้างขวาง คือเขตมณฑลยูนนานทั้งหมด รวมเเคว้นสิบสองปันนาด้วย กล่าวคือ ทิศเหนือจดมณเสฉวน ทิศใต้ จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดดินเเดนไกวเจา กวางสี ตังเกี๋ย ทิศตะวันตก จดพม่า ทิเบต มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีกหลายองค์ เเละมีเรื่องราว เกี่ยว ข้องกับจีนมาก จนกระทั่งถูกกองทัพมงโกลยกมาย่ำยี อาณาจักรน่านเจ้า ถูกทำลายสิ้นในปี พ.ศ. ๑๗๙๗ ชาวไทยน่านเจ้าอพยพหนีภัยลงมาทางใต้ ก็มีมาก เเละที่ตกอยู่ในอำนาจของพวกมงโกลเเห่งคุบไลข่านก็มิใช่น้อย อาณาจักรน่านเจ้าของไทยก็ศูญชื่อตั้งเเต่บัดนั้นเป็นต้นมา หรือว่าไทยอยู่ทีนี้ไม่ได้ย้ายมาจากไหนเลย แต่ก็ไม่อาจจะทราบข้อมูลที่แท้จริงได้ว่าตกลงชนชาติไทยมาจากไหน ที่มาจาก http://jannyhistory.wordpress.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

คู่กรรม

บทประพันธ์ ทมยันตี เรื่องย่อ อังศุมาลินโตมาท่ามกลางความรักและความอบอุ่นของ แม่อร และยาย พ่อของอังเป็นอดีตทหารเรือ ชื่อ หลวงชลาสินธุราช อังฯมีเพื่อนชายที่รู้ใจและสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก ชื่อ วนัส ที่ในใจลึก ๆ ของเขาแอบรักอังมากกว่าน้องสาว แต่เธอคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะมีความรัก จนวนัสเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ อังกับครอบครัวมีโอกาสได้รู้จักสนิทสนมกับ หมอโยชิ หมอชาวญี่ปุ่นผู้แสนใจดีและเป็นมิตร หมอโยชิเอ็นดูอังฯ จนเสนอตัวสอนภาษาญี่ปุ่นให้เธอด้วยความเต็มใจ แล้วอังฯ ก็ได้พบกับ โกโบริ ขณะที่เธอว่ายน้ำเล่นไปแอบดูอู่เรือของทหารญี่ปุ่นที่มาตั้งรกรากอยู่ใกล้ ๆ สวนบ้านเธอ โกโบริเป็นนายช่างใหญ่ประจำอู่ เขากล่าวทักทายอังฯอย่างเป็นมิตร แต่อังฯ ไม่พูดด้วย เพราะอคติกับคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะทหารโกโบริก็เริ่มแสดงไมตรีกับครอบครัวอังฯ ใช้ให้ทหารลูกน้องส่งข้าวของผลไม้สำหรับคนป่วยมาให้ยายของอังฯ พาหมอมาดูอาการยาย จนทำให้ทั้งแม่กับยายเริ่มเอ็นดูและมองเห็นถึงน้จไมตรีของโกโบริ ขณะที่อังฯ ก็ยังอคติกับเขาอย่างเดิม สัญญาณระเบิดดังขึ้น ในคืนที่อังฯ อยู่บ้านคนเดียว โกโบริซึ่งแวะมาหาพอดี เลยมีโอกาสได้ช่วยเหลือพาอังฯ ไปหลบภัยที่ท้ายสวน ทั้งคู่วิ่งฝ่ากระสุน โกโบริกอดอังฯ วิ่งเอาตัวเป็นกำบังให้ และพาอังฯ ไปหลบในท้องร่องและกอดอังไว้แน่น ระเบิดก็ลงใกล้ ๆ จุดนั้น โกโบริยอมเสี่ยงชีวิตเจ็บตัวแทนอังฯ และก่อนที่เขาจะหมดสติไป โกโบริก็บอกรักอังฯ ผมรักคุณ แม้ลึก ๆ แล้วเธอจะรัก แต่เพราะโกโบริเป็นชาวญี่ปุ่น เป็นศัตรูที่เข้ามากร้ำกรายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ อังฯ จึงปฏิเสธโกโบริอย่างไม่ใยดี โกโบริมาขอโทษอังฯ ที่เรื่องของเขากับเธอกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต และมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างบีบคั้น เหมือนมัดมือชก จนในที่สุด อังฯ ก็จำต้องจำยอมแต่งงานกับโกโบริด้วยเหตุผลทางการเมือง ความสุภาพแสนดีของโกโบริ เริ่มทำให้อังฯ เริ่มมองเขาในแง่ดีมากขึ้นทีละนิด จนคืนหนึ่งขณะที่เธอมายืนนึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้กับวนัสที่ใต้ต้นลำพู โกโบริก็มาเจอ อังฯ จึงสารภาพกับโกโบริว่าเธอมีคนที่เธอรออยู่แล้ว ( วนัส ) โกโบริเสียใจแต่ไม่แสดงออก แต่อังฯ กลับเป็นฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้ทำร้ายจิตใจของโกโบริ เธอเห็นใจและสงสารโกโบริจับใจโกโบริมุงานหนัก นอนที่อู่เรือไม่ยอมกลับบ้าน พร้อมกับทำเรื่องขอย้ายไปประจำที่พม่า เพราะสถานการณ์ที่พม่ากำลังวุ่นวาย เขาไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นทหารที่เลือกแต่งานสบาย แต่หมอโยชิรู้ดีว่าโกโบริมีเหตุผลมากกว่านั้น เพราะสังเกตเห็นว่าโกโบริกับอังฯ มีปัญหาไม่เข้าใจกัน หมอโยชิจพยายามเข้ามาประสานความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แต่ก็ไม่เป็นผลแล้วคืนหนึ่ง วนัสก็แอบมาพบกับอังฯ วนัสรู้เรื่องอังฯ ดีทุกอย่าง เขารู้ดีว่าอังฯ กำลังสับสนใจระหว่างโกโบริกับเขา จึงให้อิสระอังฯ ได้เลือกคนที่เธอรัก พร้อมกับฝากให้อังฯบอกโกโบริด้วยว่า อย่าไปบางกกอกน้อยตอนมีระเบิด อังฯซึ้งใจกับความเป็นสุภาพบุรุษของวนัสระเบิดลงชุดใหญ่ทำให้อังฯกลัวว่าโกโบริจะเป็นอันตราย จึงรีบตามไปบางกอกน้อยโดยไม่สนคำทัดทานของใครเมื่อไปถึงปรากฏว่าสถานีรถไฟบางกอกน้อยโดนถล่ม ทหารนอนตาย บาดเจ็บมากมาย อังเจอฯ เจอหมอโยชิ ซึ่งก็กำลังตามหาโกโบริอยู่เหมือนกัน อังฯ ขอพรลูกในท้องให้ช่วยคุ้มครองโกโบริ อังฯ เดินตามหาโกโบริอย่างรุ่มร้อนใจ จนในที่สุดอังฯ ก็พบโกโบรินอนบาดเจ็บ อาการสาหัส อังฯ ไม่ยอมให้โกโบริจากเธอไป แต่โกโบริรู้ตัวดีว่าเขาคงไม่รอด จึงฝากให้อังฯ ช่วยดูแลลูกแทนเขาด้วย อังฯบอกรักโกโบริก่อนที่เขาจะสิ้นลมบนตักอังฯ นั่นเอง จบที่งานศพของโกโบริ ทุกคนร่ำไห้เสียใจ อังฯ ให้สัญญาต่อหน้าศพโกโบริว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อลูก และจะดูแลลูกให้ดีที่สุดเพื่อ โกโบริผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจ และคู่กรรมได้กลับมาทำใหม่หลากหลายเวอร์ชั่นต่างๆ ที่พอรู้และดูผ่านๆนะ อย่างเวอร์ชั่น โอ วรุต วรธรรม กับ แหม่ม จินตหรา สุขพัฒน์ ประมาณปี 2531
เวอร์ชั่น เบิร์ด ธงไชย กับ กวาง กมลชนก ละครทที่ดังที่สุดประมาณ 2533
เวอร์ชั่น หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ กับ เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา ในปี 2547ทางช่่อง 3
เป็นต้น อ้างอิง http://movie.sanook.com/21341/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/

คู่กรรม 2

บทประพันธ์ : ทมยันตี เรื่องย่อ อังศุมาลินให้สัญญาต่อหน้าศพโกโบริว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อลูกและดูแลลูกให้ดีที่สุดเพื่อโกโบริ ผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจหลายปีต่อมาหลังจากโกโบริเสียชีวิต กองทัพสหรัฐอเมริกาก็ถล่มเมืองนางาซากิและฮิโรชิมาทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม อังศุมาลินเห็นภัยสงครามที่จะมา ถึงกลินท์หรือโยอิจิลูกชายของเธอ เพราะลูกชายมีสายเลือดญี่ปุ่นอยู่จึงปิดตัวจากสังคมภายนอกมีเพียงวนัสที่อังศุมาลินยังติดต่อไปมาหาสู่ ช่วง เวลานั้นเองหลวงชลาสินธุราชพ่อของอังศุมาลินถูกจับฐานเป็นอาชญากรสงคราม ทางรัฐบาลก็ได้ช่วยเหลือให้หลวงชลาสินธุราชพ้นจากความผิด และเป็นอิสระในที่สุด เมื่อออกจากคุกก็ได้ไปหาภรรยาเก่า คือ อร ก็ได้รู้ว่ายาย ของอังศุมาลินเสียชีวิต แล้วทำให้หลวงชลาสินธุราชบวชให้ และไม่ยอมศึก ในที่สุดก็มรณะภาพภายใต้ร่มกาสาวพักตร์ ทำให้อังศุมาลินเลี้ยงดูอรและกลินท์เพียงลำพัง อังศุมาลินเลี้ยงดู และปลูกฝังความเป็นโกโบริให้กับกลินท์ ซึ่งกลินท์เกลียดไม่ยอมรับว่าเขามีเชื้อสายความเป็นญี่ปุ่น เมื่อกลินท์เรียนจบก็ เป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตจร์และยังเป็นแกนนำให้นักศึกษาประท้วงและต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น มีเพียงอาจารย์ชิตาภาคอยเตือน กลินท์เสมอ ทำให้กลินท์เริ่มไม่ไว้ใจในตัวชิตาภาจึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่พบชิตาภาเหล่านักศึกษาไม่มีใครรู้ว่ากลินท์มีเชื้อสายเป็นญี่ปุ่นนอก จาก ศราวณี ลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง จากการปลูกฝังทำให้ศราวณีเกลียด และนำเรื่องชาติกำเนิดของกลินท์มาเปิดเผยจึงทำให้ทุกคนต่างต่อ ต้านและทำให้กลินท์ลาออกจากการเป็นอาจารย์มีแต่ชิตาภาที่เข้าใจ กลินท์จึงขอให้ชิตาภาบอกให้ศราวณีเลิกการประท้วงแต่เขาไม่เชื่อ ศราวณีเป็นแกนนำการประท้วงต่อไป จากการประท้วงจึงทำให้เหล่านักศึกษาถูกจับกุมและกลินท์ก็เข้าไปช่วยเหลือศราวณี จึงถูกทำร้ายจากกลุ่มนักศึกษา ศราวณีก็เข้ามาช่วยและ บอกความจริงว่ากลินท์คือพี่ชายของตน กลินท์จึงรู้ความจริงทั้งหมดและได้พาศราวณีมาที่บ้านของตน พอศราวณีได้มาพบกับอังศุมาลี จึงทำให้รู้ว่าอังศุมาลีเป็นคนดี และมั่นคงต่อโกโบริไม่เหมือนกับที่แม่ของตนบอกว่าอังศุมาลีคบชู้เลย ศราวณีรู้สึกผิดในสิ่งที่ตน กระทำจึงขอโทษที่ เคยทำไม่ดีกับกลินท์ ทุกคนให้อภัยความใกล้ชิดจึงทำให้กลินท์และศราวณีผูกพันกันมากขึ้น ชิตาภาตัดสินใจพาศราวณีกลับบ้าน แต่พอกลับเข้าบ้านก็มีปากเสียงกับกบ ทำให้ศราวณีหนีออกจากบ้าน และไปร่วมมือกับนักศึกษาประท้วง รัฐบาลให้ปล่อยคนที่โดนจับจากการประท้วงครั้งนั้นก็ก่อให้เกิดการจราจลทำให้นักศึกษาและประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ส่วนศราวณีได้รับบาดเจ็บด้านชิตาภา อังศุมาลิน และกลินท์ทราบข่าวทางโทรทัศน์จึงตามไปช่วยเหลือ เมื่อทุกคนมาถึงต่างตกใจเมื่อพบว่าร่าง กายและหน้าตาของศราวณีเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจึงรีบพากลับบ้าน แต่ศราวณีกลับกลายป็นคนสติฟั่นเฟือน และพูดพร่ำเพ้อว่าตนเองเป็นต้น เหตุที่พาทุกคนไปตาย ชิตาภาโทรศัพท์ไปบอกกบให้มารับศราวณีแต่กบกับโวยวายต่างๆนานา โดยไม่รู้เลยว่าตน เองก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูก สาวต้องเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 วันมหาวิปโยคทำให้คณะรัฐบาลกราบถวายบังคมทูลลาออกหลังจากมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับพันคนกลินท์มาพบชิตาภา และทราบว่าเธอต้อง ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกพร้อมทั้งพาศราวณีไปรักษา กลินท์ก็ได้รู้ว่าตนเองรักกับชิตาภาไม่ได้เพราะเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้วคือ ร๊อบ โรเบิร์ต เบิร์กเลย์ ชิตาภาบอกความในใจของตนเองที่มีต่อกลินท์ แต่ต้องขอโทษที่ตนเองด่วนมีคู่หมั้นเสียก่อน และเธอก็บอกกลินท์ว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาหา กลินท์ก็บอกกับชิตาภาว่าจะรอเมื่อชิตาภามีทุกข์และต้องการเพื่อนแท้พักหลังอังศุมาลินมีอาการป่วยหนัก และก็บ่นถึงชิตาภาว่าเมื่อ ไหร่จะกลับมาซักที กลินท์ก็เป็นคนดูแลแม่มาโดยตลอด อังศุมาลินขอไห้ลูกชายเล่นซาซิเม็งให้ฟัง กลินท์จึงเล่นให้ฟังเป็นประจำโดยที่กลินท์ไม่รู้เลยว่าโกโบริมารับอังศุมาลินไปยังทางช้างเผือกตามที่เคยสัญญากันไว้ในอดีต ซึ่งครั้งล่าสุดในปี 2547 ทางช่อง 3 ได้ทำเป็นละครออกอากาศทุกวัน จันทร์ อังคาร เวลา 20:20 น
บทโทรทัศน์ พิง ลำพระเพลิง กำกับการแสดง นพดล มงคลพันธ์ ดำเนินการผลิต บริษัท เรด ดราม่า จำกัด นำแสดงโดย วรเวช ดานุวงศ์ รับบทเป็น กลินท์ / โยอิจิ, มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล รับบทเป็น ศราวณี , ศรราม เทพพิทักษ์ รับบทเป็น โกโบริ , พรชิตา ณ สงขลา รับบทเป็น อังศุมาลิน , นันทกา วรวณิชชานันท์ รับบทเป็น ชิตาภา , กรุณพล เทียนสุวรรณ รับบทเป็น วนัส , จินตหรา สุขพัฒน์ รับบทเป็น แม่อร ,จารุณี สุขสวัสดิ์ รับบทเป็น คุณนาย, เขมสรณ์ หนูขาว รับบทเป็น กบ , ถั่วแระ เชิญยิ้ม รับบทเป็น ตาผล, ค่อม ชวนชื่น รับบทเป็น ตาบัว,น้องพี ม๊กจ๊ก รับบทเป็น โก๊ะ ที่มาจาก http://movie.sanook.com/21336/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-2

นวนิยาย เรื่องทวิภพ

เรื่องย่อทวิภพ มณีจันทร์ สาวแห่งพ.ศ.นี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูลและการศึกษา ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาแทบตลอด เพราะบิดารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และต้องเดินทางตามประเทศต่าง ๆ ในฐานะเอกอัครราชทูต เมื่อมณีจันทร์และคุณมาลิดา ผู้เป็นมารดากลับมาเยี่ยมบ้านเกิด มณีจันทร์ฝันซ้ำ ๆ อยู่แต่เรื่องเดียว เธอฝันเห็นเรือนทรงไทยตะคุ่ม ๆ เห็นห้องหนึ่งสลัวราง และในห้องนั้นก็มีเสียงเรียก "แม่มณี...แม่มณีจ๋า" เธอตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเรียกนั้นนุ่มนวลชวนให้ถวิลหายิ่งนัก มณีจันทร์ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแม้แต่คุณมาลิดา จนกระทั่งวันหนึ่งเธอซื้อกระจกบานหนึ่งมาจากร้านขายของเก่า กระจกบานยาวในกรอบไม้ฉลุสลักลวดลายเก่าจนฝุ่นเขรอะ ลายบางส่วนหักวิ่น "กระจกสมัย รัชการที่ 5" เจ้าคุณวิศาลคดี ชายชราผู้ขายบอกเธอ ที่กระจกมีรอยร้าวเป็นทางจากมุมลงมา มณีจันทร์ใช้ปลายนิ้วเช็ดกระจกเฉพาะตรงหน้า แว่บแรก เธอรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยเห็นคันฉ่องกรอบนั้นมาช้านาน หัวใจเอิบอาบซาบซ่าละม้ายได้ของรักคืนมา กระจกบานนั้นถูกตั้งไว้ในห้องนอนของเธอทำมุมกับอ่างล้างหน้าและเหยือกโบราณที่มีอยู่เดิม สิ่งอัศจรรย์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอแม้ยามหลับและยามตื่น เธอรู้สึกถึงความผูกพันแนบแน่นที่มีต่อเจ้าของเสียง "แม่มณี...แม่มณีจ๋า" ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าผู้เรียกเลย วันหนึ่งเธอก็ได้เห็น "เขา" เห็นรูปถ่ายที่บ้านกุลวรางค์ เพื่อนสนิท มณีจันทร์รู้สึกว่าใช่คนนี้แน่นอนจึงซักไซร้จนได้ความว่าท่านคือ เจ้าคุณอัครเทพวรากร หรือ หลวงเทพ เอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา และคุณหญิงของท่านชื่อ "คุณมณี" มณีจันทร์จึงขอรูปหลวงเทพจากกุลวรางค์ รูปที่ได้มาเหมือนสายใยที่ร้อยรัดความรู้สึกของมณีจันทร์ ให้แนบแน่นกับผู้ชายในฝันมากขึ้น จนกลายเป็นเส้นที่ขีดขั้นระหว่างเธอกับไรวัต นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพบกผู้ถึงพร้อมทั้งชาติตระกูล ทรัพย์สมบัติ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไรวัตรักมณีจันทร์มาก แต่รู้สึกว่าการกลับมาเมืองไทยคราวนี้มณีจันทร์แปลกไป เขารู้สึกว่าเธอมีคนอื่น ทำให้เขาร้อนรุ่มใจยิ่งนัก กระจกที่ได้มาทำให้มณีจันทร์เกิดเห็นภาพนิมิตหลายครั้งจากเงาสะท้อน แต่เธอก็บอกใครไม่ได้ เธอจึงไปคุยกับดร.ตรอง นักฟิสิกส์เพื่อนสนิทอีกคน ดร.ตรอง ยืนยันความเป็นไปได้ของการมองเห็นภาพในอดีต ทำให้มณีจันทร์มั่นใจวาสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
มณีจันทร์แน่ใจว่า กระจกเป็นสื่อจากเธอถึงเจ้าคุณอัครเทพวรากรในอดีต และรับภาพจากอดีตมาถึงเธอ ทุกวันเธอจดจ่ออยู่กับการหาหนทางให้ติดต่อกับภาพในอดีตนั้นได้ เพราะเธอรู้สึกว่าผู้ที่อยู่ไกลโพ้นในอดีตก็หวนหาเธออยู่เช่น กัน และด้วยกระแสจิตแห่งความผูกพันธ์ที่รุนแรง ทำให้กระจกเกิดพลานุภาพดึงมณีจันทร์หลุดเข้าไปสู่ห้วงแห่งกาลเวลาย้อนกลับไปสู่อดีต สู่ชายที่เธอเฝ้าใฝ่หามาตลอด ความผูกพันและใฝ่หากันค่อย ๆ สานตัวเป็นความรักที่อ่อนหวาน โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเอ่ยปากบอกรักกัน ซึ่งขณะนั้นเจ้าคุณอัครเทพวรากร ซึ่งขณะนั้นเป็นแค่เพียง หลวงอัครเทพวรากร ไม่เคยคิดถามหาหัวนอนปลายเท้าของดรุณีแรกรุ่นวัย ที่กำเนิดผู้ผุดขึ้นกลางเรือนชานผู้นี้เลย และยิ่งกว่านั้น ยังคิดปกป้องดูแลหนทางแห่งการ ไป-มา ของเธอให้สะดวกราบรื่นโดยไม่ให้ใครรู้เห็นอีกด้วย แต่ความก็แตกจนได้ เมื่อบ่าวไพร่สังเกตในความแปลกของนายจนเล่าลืออื้ออึงว่า นายเลี้ยงผี เมื่อม้วนบ่าวสาวได้ประจันหน้ากับผู้มาเยือนในห้องนอนของหลวงเทพ และในที่สุดคุณหญิงแสร์ มารดาผู้เฉลียวฉลาดของหลวงเทพ ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองว่ามีสาวน้อยนางหนึ่งมาเยือนบุตรชายของท่านโดยผ่านทางกระจก ความเชื่อปรัมปราทำให้คุณหญิงสรุปว่าสาวน้อยนั้นมาจาก "เมืองลับแล" ความน่ารักและอิริยาอาการและการพูดจาของมณีจันทร์ ผูกใจคุณหญิงและบ่าวไพร่ทั้งบ้านไว้ได้อีก ทุกคนรอคอยการมาเยี่ยมเยือนของเธอ และอาลัยทุกครั้งที่เธอกลับสู่ถิ่นฐานของตน การได้มาเยือนอดีตทำให้ มณีจันทร์ใฝ่ใจที่จะค้นคว้าช่วงเวลาที่เธอมาเยือนมากขึ้น และเมื่อยิ่งรู้ว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ในตอนนั้นคือ การที่ฝรั่งเศสคุกคามจะเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นของไทยไปครอบครอง ปัญหานี้หลวงเทพต้องร่วมแก้ด้วย มณีจันทร์จึงยิ่งใฝ่ที่จะหาทางช่วยประเทศให้พ้นจากการล่าอาณานิคม
มณีจันทร์ใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี ช่วยงานหลวงเทพในงานของบ้านเมืองเท่าที่เธอจะช่วยได้ และเธอก็ได้แสดงความฉลาดเฉลียวสูงสุดให้ปรากฏ ในงานเลี้ยงทูตานุทูตข้าราชการชาวต่างประเทศ หลวงเทพปักใจว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่เขาจะเลือกเป็นคู่ครองแทน แม่ประยงค์ สาวน้อยผู้งดงามอ่อนหวาน และวางตัวอยู่ในกรอบข่ายของขนบประเพณีทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหมายไว้ให้แก่กัน หากแต่คุณหลวงจะมั่นใจได้อย่างไรว่า สาวน้อยผู้มาเยือนทางกระจกนั้นจะอยู่กับเขาได้ตลอดไป กระจกบานนั้นไม่เคยให้ความแน่นอนในการมาและไปของเธอ ไม่เคยให้ความมั่นใจว่า เธอจะอยู่ในภพของเขาได้นานเท่าที่เขาต้องการอยากให้อยู่ เขาต้องยอมจำนนกับกระจกบานนี้หรือไม่ หากคนสองคนหลวงเทพและมณีจันทร์จะประคองรักแท้ระหว่างกันให้ดำเนินต่อไปได้ คงต้องมีใครสละอะไรเพื่อรักแท้นั้นแน่นอน
ทวิภพ เป็นนวนิยายโดย ทมยันตี เป็นผู้ประพันธ์ ที่มาจาก http://drama.kapook.com/view28511.html

ช้างกับสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ไทย-ศรีลังกา

ช้างกับสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ไทย-ศรีลังกา
ไทยกับศรีลังกามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนานมานับเป็นพันปี นับตั้งแต่ครั้งพระพุทธศาสนานิกายสิงหลภิกขุหรือลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 แล้วเผยแผ่ไปยังสุโขทัยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท พระสงฆ์สุโขทัยเดินทางไปบวชยังสำนักสิงหลภิกขุในลังกา แล้วได้นำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ในสุโขทัย จนทำให้สุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางแผ่ขยายนิกายนี้ไปยังล้านนาและอยุธยาในเวลาต่อมา
สถูปรุวันเวลิ เมืองอนุราธปุระ (ภาพโดย ปานวาด) ลัทธิลังกาวงศ์มีอิทธิพลสูงต่อหลักธรรมคำสอนในบวรพุทธศาสนา รวมไปถึงวัตรปฏิบัติ ตลอดจนธรรมเนียมหลายอย่างของพระสงฆ์ชาวสยาม นอกจากนี้อิทธิพลของลัทธิลังกาวงศ์ยังปรากฏให้เห็นในหลักฐานประเภทวัตถุธรรม เช่น งานศิลปกรรมแขนงต่างๆ รวมทั้งรูปทรงสถูปเจดีย์แบบระฆังกลมที่ไทยได้อิทธิพลไปจากศรีลังกา จนเรียกขานสถาปัตยกรรมนี้ว่า 'เจดีย์ทรงลังกา' ซึ่งนิยมสร้างสืบเนื่องเรื่อยมา จนกลายเป็นแบบแผนสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดแบบหนึ่งของไทย
ช้างล้อมรอบฐานสถูปรุวันเวลิ เมืองอนุราธปุระ นอกจากเจดีย์ทรงลังกาแล้ว รูปแบบสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ไทยรับมาจากลังกาอีกอย่างหนึ่ง คือการสร้าง 'เจดีย์ช้างล้อมรอบฐาน' พบอยู่ในหลายภูมิภาคของประเทศไทย อาทิเช่น เชียงใหม่ น่าน สุโขทัย กำแพงเพชร อยุธยา และพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ช้างเป็นสัตว์ที่อยู่คู่วัฒนธรรมชาวพุทธของศรีลังกามายาวนานเช่นเดียวกับสังคมไทย ชาวลังกาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าในอดีตชาติทรงเคยเสวยพระชาติเป็นพญาคชสาร นอกจากนี้ช้างยังเป็นผู้ค้ำจุนพระพุทธศาสนาจึงเกิดธรรมเนียมการสร้างช้างหนุนที่รอบฐานพระสถูปเจดีย์ อย่างเช่นรุวันเวลิเสยา หรือเจดีย์รุวันเวลิ สถูปช้างล้อมซึ่งสร้างในรัชสมัยพระเจ้าทุฐฏคามนี กษัตริย์ลังกาสมัยอนุราธปุระ ราว พ.ศ.705 ตามประวัติกล่าวว่าพระองค์ทรงกระทำยุทธหัตถีต่อสู้กับพระเจ้าเอลาระกษัตริย์ชาวทมิฬจากอินเดียใต้ที่เข้ามายึดครองนครอนุราธปุระ ทรงมีชัยชนะเหนือกษัตริย์ชาวทมิฬ จึงได้สถาปนาพระสถูปช้างล้อมไว้เป็นพระบรมราชานุสรณ์ ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระสงฆ์จากสุโขทัยกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของพระสุมนะ และพระอโนมทัสสีได้เดินทางไปยังเมืองพันซึ่งตั้งอยู่แถบเมาะตะมะในหัวเมืองมอญ สถานที่จำพรรษาของพระอุทุมพรมหาสวามี หัวหน้าคณะสงฆ์ฝ่ายลังกาวงศ์ซึ่งจำพรรษาอยู่ในรามัญประเทศ พระสงฆ์จากสุโขทัยได้ไปบวชใหม่ตามแบบสิงหลที่เมืองพัน และนำเอาพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ในสุโขทัย จนเกิดกระแสศรัทธาในพุทธศาสนานิกายนี้แพร่หลายไปในหมู่ชนชั้นนำและไพร่บ้านพลเมือง ไทยกับศรีลังกามีความสัมพันธ์อันดีเรื่อยมา กระทั่งถึงราวพุทธศตวรรษที่ 22 ศรีลังกาถูกรุกรานจากโปรตุเกส ต่อมาฮอลันดาได้ขับไล่โปรตุเกสออกไปและเข้าครอบครองพื้นที่หลายส่วนของศรีลังกาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 23 โดยบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หรือวีโอซี (VOC) พยายามขยายอิทธิพลยึดครองเมืองท่าริมทะเลของศรีลังกาเพื่อผลประโยชน์ด้านการค้า ฮอลันดาได้เข้ามาผูกขาดการค้าและควบคุมสินค้าหลายอย่างในศรีลังกา รวมทั้งช้างซึ่งเป็นสินค้าของป่าที่มีความสำคัญ
(ภาพเขียนคริสต์ศตวรรษที่ 17 แสดงถึงการจับและการค้าช้างของพ่อค้าฮอลันดาในศรีลังกา) ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22-23 ช้างเป็นสินค้าที่ชาวชมพูทวีปต้องการมาก เนื่องจากเกิดสงครามระหว่างรัฐต่างๆ ในอินเดีย อันเป็นผลมาจากการขยายอิทธิพลของจักรพรรดิโมกุลที่พยายามยึดครองอินเดีย โดยทำสงครามรุกรานรัฐต่างๆ สงครามทำให้เกิดความต้องการช้างซึ่งเป็นยุทธปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง เมื่อช้างอินเดียมีจำนวนไม่พอกับความต้องการจึงต้องจัดหาช้างจากภูมิภาคอื่นเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะช้างจากศรีลังกาและสยาม ดินแดนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอินเดียทั้งยังเป็นแหล่งที่มีช้างเหลือเฟือ ช่วงที่ฮอลันดายึดครองศรีลังกานั้น บริเวณคาบสมุทรจัฟนา (Jaffna) ทางตอนเหนือของศรีลังกาเป็นแหล่งลำเลียงช้างเพื่อส่งต่อไปขายยังอินเดีย จนพื้นที่ส่วนนี้ได้รับการขนานนามว่า 'Elephant Pass' โดยช้างลังกาส่งไปขายที่ชายฝั่งโคโรแมนเดลทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดียและเบงกอลทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนช้างไทยส่งออกที่เมืองท่ามะริดและตะนาวศรีทางตะวันตกก่อนจะส่งต่อไปขายที่เบงกอล และชายฝั่งโคโรแมนเดล โดยเฉพาะที่เมืองมะสุลีปะตัม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ช้างไทยกับช้างศรีลังกาจึงกลายเป็นสินค้าที่ขายแข่งกันในตลาดอินเดีย การค้าช้างไทยและช้างลังกามีความได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกัน ช้างศรีลังกามีคุณภาพด้อยกว่าช้างไทยเนื่องจากช้างศรีลังกาตัวเล็ก ไม่ค่อยแข็งแรงและฝึกยากกว่าช้างไทย เนื่องจากศรีลังกามีภูมิประเทศเป็นเกาะ พื้นที่หาอาหารของช้างไม่กว้างขวางนัก นอกจากนี้ช้างแต่ละโขลงมีโอกาสผสมพันธุ์กันเองจึงได้ลูกที่ไม่แข็งแรงเนื่องจากโอกาสรับลักษณะด้อยทางพันธุกรรมในหมู่ช้างมีมาก ส่วนสยามนั้นพื้นที่กว้างขวางเนื่องจากเป็นภาคพื้นทวีป ช้างมีโอกาสหาอาหารตามป่าได้หลายภูมิภาค อีกทั้งยังมีโอกาสผสมพันธุ์กับช้างโขลงอื่นๆ ที่มีอยู่ทั่วไป ช้างจึงมีความแข็งแรงสมบูรณ์ ฉลาด ฝึกฝนง่าย ในอีกด้านหนึ่งการค้าช้างของไทยนั้นราชสำนักเข้ามาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผ่านทางพ่อค้ามุสลิมทำให้สินค้าเข้าถึงตลาดได้ง่ายเพราะมุสลิมเป็นผู้ควบคุมตลาดการค้าช้างในอินเดียเป็นส่วนใหญ่ ช้างลังกานั้นส่วนใหญ่ซื้อขายผ่านบริษัทของฮอลันดา ทำให้ขั้นตอนการค้าค่อนข้างยุ่งยาก พ่อค้ามุสลิมก็ไม่ค่อยชอบค้ากับชาวตะวันตกนัก ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าช้างไทยจะมีราคาสูงกว่าช้างศรีลังกาแต่ก็ได้รับความนิยมมากกว่า เมื่อถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 พระพุทธศาสนาในลังกาก็ถึงแก่ความเสื่อมโทรมเนื่องจากการขยายอิทธิพลของฮอลันดา และการขาดผู้ปกครองซึ่งเป็นศาสนูปถัมภกที่เข้มแข็ง กษัตริย์แห่งศรีลังกาจึงได้ส่งสมณทูตเดินทางเข้ามายังราชสำนักสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเพื่อทูลขอพระสงฆ์ไปสืบทอดพระพุทธศาสนาตามแบบเถรวาทที่ลังกา ครั้งนั้นคณะทูตมีโอกาสเดินทางไปในกระบวนช้างเพื่อนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงอาราธนาคณะสงฆ์สยาม มีพระราชาคณะคือ พระอุบาลี และพระอริยมุนี เป็นประธานออกไปอุปสมบทชาวสิงหลในลังกาทวีป จนเกิดเป็นคณะสงฆ์สยามวงศ์ขึ้น ทุกวันนี้ช้างมิได้เป็นสินค้าส่งออกของไทยและศรีลังกาอีกต่อไป เพราะจำนวนที่ลดน้อยลงไปมาก ช้างของทั้งสองประเทศกำลังเผชิญปัญหาเดียวกันคือความขาดแคลนแหล่งที่อยู่อาศัยและหากินเพราะป่าไม้ถูกบุกรุกทำลาย มนุษย์รุกล้ำพื้นที่เดิมของช้างและผลักดันช้างไปสู่หนทางตีบตัน อนาคตของสัตว์ที่อยู่คู่อารยธรรมไทยและศรีลังกามายาวนานอาจถึงจุดสุดท้ายภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เมื่อถึงวันนั้นคงเหลือแต่เพียงร่องรอยซากเจดีย์ไว้ให้ผู้คนได้รำลึกถึงคุณค่าของสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองชนชาติ ที่มาจาก ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550 http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2200